Controversial Issues : โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ – ประเทศไทยควรสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่ เพราะเหตุใด?

แนวโน้มโลกด้านพลังงาน (จากการรวบรวมงานศึกษาและงานวิจัย) สรุปได้ดังนี้

1. ความต้องการบริโภคพลังงานในโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (High growth of energy demand)

โดยคาดว่า จะเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ในอีก 20 ปีข้างหน้า . Share ของความต้องการพลังงานในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ และอียู มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากการพัฒนาประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน  ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาจะมีส่วนแบ่งการบริโภคพลังงานสูงถึง 79% ของความต้องการพลังงานทั้งหมดของโลกในปี 2030

2. ความต้องการพลังงานสะอาด เช่น gas, nuclear, renewable, and hydropower มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น (cleaner energy)

แต่โครงสร้างการใช้พลังงานของโลกในอนาคต มีลักษณะที่ยังคงพึ่งพา fossil fuel เป็นพลังงานหลัก เนื่องจาก หลายประเทศยังคงมีการอุดหนุนการใช้ fossil fuel และการค้นพบวิธีการขุดเจาะแบบใหม่ หรือ fracking (ใช้แรงดันน้ำดันชั้นหินดินดานที่มีน้ำมัน (oil shale) ให้แตกเพื่อให้น้ำมันและก๊าซไหลออกมาได้) ทำให้ supply ของ fossil fuel ยังขยายตัวต่อไปได้โดยเทคโนโลยีการขุดเจาะนี้ทำให้สหรัฐกลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกแซงหน้าซาอุดิอารเบียและรัสเซียทั้งนี้ สัดส่วนความต้องการ oil และ coal มีแนวโน้มลดลงจาก 66% ในปี 2007 เหลือ 59% ในปี 2035 การใช้พลังงานในเอเชียมีทิศทางคล้ายกับโครงสร้างพลังงานโลกแต่ยังมีสัดส่วนการพึ่งพา fossil fuel ที่ค่อนข้างสูง โดยมีสัดส่วนการใช้ coal ยังคงสูงถึง 43%, oil 29% และ gas 16% ในปี 2035

3. แนวโน้มการผลิตจากแหล่งผลิตขนาดเล็กเป็นจำนวนมาก (Crowdsourcing energy)

การผลิตพลังงานมีแนวโน้มเป็นการผลิตจากแหล่งผลิตขนาดเล็กที่มีเป็นจำนวนมาก เนื่องจากภาครัฐไม่สามารถผลิตพลังงานได้เพียงพอ จึงต้องให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมผลิตด้วย หลายประเทศในโลกกำลังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้เกิดผู้ผลิตรายย่อย

ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ เยอรมนีที่กำหนดนโยบายที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถผลิตพลังงานจำหน่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบได้ ทำให้มีกระแสไฟฟ้าที่ผลิตด้วยแผงโซล่าเซลล์บนหลังคาบ้าน ป้อนเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นถึง 35 gigawatts (about 5 percent of total system power) ภายใน 12 ปี โดยมีประชาชนเข้าร่วมผลิต 1.1 ล้านครัวเรือน และอีก 1 ล้านครัวเรือนจะติดตั้งเพิ่มขึ้นในอีก 4 ปีข้างหน้า

ประเทศญี่ปุ่นริเริ่มนโยบาย feed-in tariff โดยมีเป้าหมายผลิตไฟฟ้า 5 gigawatts of solar power in 2013 เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่จะปิดตัวลงและชะลอการสร้างโรงไฟฟ้านิเคลียร์แห่งใหม่

ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ crowdsourcing energy เกิดขึ้น คือ การเพิ่มขึ้นของราคา fossil fuel และการพัฒนาของเทคโนโลยีการผลิตพลังงานขนาดเล็ก โดยเฉพาะเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจาก solar cell

4. การพึ่งพาต่างประเทศในด้านพลังงาน (Energy Interdependency)

เอเชียมีแนวโน้มเชื่อมโยงและพึ่งพากันและกันในด้านพลังงานมากขึ้น  เนื่องจากความไม่สอดคล้องระหว่าง energy demand and supply ในแต่ละพื้นที่ทำให้ต้องมีการซื้อขายพลังงานข้ามพรมแดนมากขึ้นหลายประเทศมีแหล่งพลังงานจำนวนมาก โดยเฉพาะ Myanmar ที่มีแหล่งพลังงาน fossil fuel จำนวนมากที่ยังไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาใช้ประโยชน์ เช่น natural gas ในอ่าวเมาะตะมะ และแหล่งถ่านหินบนแผ่นดิน Myanmar ยังได้รับการประเมินว่ามีศักยภาพในการผลิต hydropower สูงถึง 40 GW จึงเป็นเหตุทำให้ India, China and Thailand มีความสนใจเข้าไปพัฒนา hydropower projects in Myanmar เพื่อการส่งออก เช่นเดียวกับ Laos ที่ประกาศวิสัยทัศน์ว่าจะเป็น “battery of Asia” with plans for 70 hydroelectric projectsโดยต้อนรับการลงทุนจากต่างประเทศในโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ซึ่งไฟฟ้าส่วนใหญ่ส่งออกมายังประเทศไทย ทั้งนี้ การพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศมากเกินไปมีความเสี่ยง อาจทำให้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานได้

แนวโน้มประเด็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เป็นอย่างไร?

รายงานของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาและสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (Economic Co-operation and Development and the International Energy Agency) ระบุว่า

  • ทั่วโลกจะมีกำลังผลิตพลังงานนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
  • ข้อมูลจาก International Atomic Energy Agency ระบุว่า
    • ปี 2017 มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ดำเนินการอยู่ 449 แห่ง ใน 30 ประเทศทั่วโลก และกำลังก่อสร้างอีก 60 แห่ง ใน 15 ประเทศ สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้า ได้ในสัดส่วนร้อยละ 11 ของโลก ในปี 2014
  • และ จีนตั้งเป้าสร้างสถานีไฟฟ้านิวเคลียร์ให้สามารถผลิตไฟฟ้าราว 88 ล้านกิโลวัตต์ ภายในปี 2020
  • อย่างไรก็ดี จากภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิที่ญี่ปุ่นในปี 2011, ที่เกิดขึ้นในเครื่องปฏิกรณ์ที่ออกแบบมาจาก Generation II ปี 1960 ตัวหนึ่ง ส่งผลให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ เริ่มทบทวนนโยบายการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในประเทศ
    • เยอรมันเป็นประเทศลำดับต้นๆ ที่ประกาศปิดการเดินเครื่อง 9 โรง จากที่มีอยู่ 17 โรง และจะปิดเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้งหมดของประเทศภายในปี 2022
    • สวิตเซอร์แลนด์ก็มีแผนจะเลิกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ภายในปี 2035
    • อิตาลีและลิธัวเนีย ประชาชนส่วนใหญ่บอกผ่านการประชามติว่า ไม่ต้องการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
    • ไต้หวัน และ ญี่ปุ่น เรียกร้องให้ลดการใช้พลังงานจากนิวเคลียร์อย่างเร็วที่สุด
    • ในทางตรงกันข้าม ประเทศจีนก็กำลังเดินหน้าก่อสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ใหม่ถึง 32 แห่ง
    • รวมทั้งในเกาหลีใต้ อินเดีย และรัสเซียเองก็กำลังพิจารณาเพื่อสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพิ่มเติม
  • โดยคาดว่า ในอีก 10 -15 ปีข้างหน้าจะมีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ประมาณ 100 แห่งทั่วโลกที่จะต้องถูกปิด

สถานการณ์การใช้ไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ในโลก

ประเทศที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิน 10 แห่ง มี 10 ประเทศ

  1. สหรัฐอเมริกา 99 แห่ง
  2. ฝรั่งเศส 58 แห่ง
  3. ญี่ปุ่น 43 แห่ง
  4. รัสเซีย 37 แห่ง
  5. จีน 36 แห่ง
  6. เกาหลีใต้ 25 แห่ง
  7. อินเดีย 22 แห่ง
  8. แคนาดา 19 แห่ง
  9. สหราชอาณาจักร 15 แห่ง
  10. สวีเดน 10 แห่ง

ในจำนวนนี้ มี 13 ประเทศ ที่พึ่งพาพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดในประเทศ

ฝรั่งเศส พึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากนิวเคลียร์มากสุด ถึง 72.3%

1) France 72.3%
2) Slovakia 54.1%
3) Ukraine 52.3%
4) Belgium 51.7%
5)  Hungary 51.3%
6) Sweden 40.0%
7) Slovenia 35.2%
8) Bulgaria 35.0%
9) Switzerland 34.4%
10) Finland 33.7%
11) Armenia 31.4%
12) South Korea 30.3%
13) Czech Republic 29.4%


บทความมีต่อ เร็วๆ นี้

coming soon!

 

Comments

comments